วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า

เจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า



"ชเว" คือ ทอง ส่วน "ดากอง" คือชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง สมัยที่พระเจ้าอลองพญาสถาปนาเมืองเล็กริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2298 กล่าวกันว่า "ทอง" แห่งมหาเจดีย์มหาศาลกว่าทองในธนาคารแห่งอังกฤษ ซึ่งน้อยคนปฏิเสธความเป็นไปได้

ตามตำนานกว่า 2,500 ปี ของเจดีย์แห่งนี้กล่าวไว้ว่าเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุทั้งแปดเส้นของพระพุทธเจ้า และพระบริโภคเจดีย์ของพระอดีตพระพุทธเจ้าทั้งสามองค์ องค์สถูปหุ้มด้วยทองคำทั้งหมด 8,688 แท่ง เจดีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยพวก บะกันเรืองอำนาจ

ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจาก พระเจ้าเบียนยาเกียน คือ พระนางฉิ่นซอปู้ หรือ นางพญาตะละเจ้าท้าว ได้ทรงสร้างลานและกำแพงล้อมรอบองค์สถูป และพระราชทานทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เอง 40 กิโลกรัม ให้นำไปตีเป็นแผ่นทองหุ้มสถูป เป็นแบบอย่างให้กษัตริย์รุ่นหลัง ๆ ทรงประพฤติปฏิบัติตาม

เจดีย์ชเวดากองตกอยู่ภายใต้การยึดครองของอังกฤษนานถึง 77 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2395-2472 แต่ชาวพม่าก็ยังสามารถเข้ามาสักการะเจดีย์ได้
ในปี พ.ศ.2414 พระเจ้ามินดง แห่งมัณฑะเลย์ ทรงส่งฉัตรฝังเพชรอันใหม่มาถวายเป็นพุทธบูชา มีการจัดงานฉลองและมีชาวพม่ากว่าแสนคนมาเที่ยวชมงาน



เจดีย์ชเวดากองสัญลักษณ์ของประเทศพม่าตั้งแยู่บนเนินเขาเชียงกุตตระ สามารถมองเห็นได้จากทุกมุมเมือง เพราะสูงเด่นเป็นสง่า ข้อสำคัญไม่มีตึกหรืออาคารสูงมาตั้งบดบังได้


แหล่งที่มา : http://www.wonder7th.com/wonder_build/008shwedagon.htm

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีสมาร์ทการ์ด

งานครั้งที่ 3

เทคโนโลยีสมาร์ทการ์ด


สมาร์ทการ์ด คือ บัตรชนิดหนึ่งที่มีขนาดพอ ๆ กับบัตรเครดิตหรือบัตรเอทีเอ็มพลาสติก ที่มีการฝังชิพคอมพิวเตอร์ (Computer Chip) ไว้ภายในบัตร โดยที่ตัวชิพดังกล่าวนี้ ภายในบรรจุข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในรูปแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกรรมวิธีที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างดีเยี่ยม

สมาร์ทการ์ดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ ๆ คือ

1. สมาร์ทการ์ดแบบมีการสัมผัส (Contact smart cards) ซึ่งการใช้งานจำเป็นต้องมีการสอดใส่เข้าไปในเครื่องอ่านสมาร์ทการ์ด (smart card reader)

2. สมาร์ทการ์ดแบบไม่มีการสัมผัส (Contactless smart cards) ซึ่งการใช้งานต้องการเพียงให้วางอยู่ใกล้ ๆ กับสายอากาศเท่านั้น



ข้อดีของสมาร์ทการ์ด

1. พิสูจน์แล้วว่ามีความไว้วางใจได้ดีกว่าบัตรที่ใช้แถบแม่เหล็ก

2. สามารถเก็บสะสมข้อมูลได้มากกว่าบัตรที่ใช้แถบแม่เหล็กเป็นร้อย ๆ เท่า

3. ลดโอกาสที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวและป้องกันการปลอมแปลงด้วยระบบป้องกันที่ซับซ้อน

4. สามารถเปลี่ยนมือและนำกลับมาใช้ใหม่ได้

5. สามารถนำไปใช้ในงานต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง เช่น การขนส่ง ธนาคาร เป็นต้น

6. สามารถประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาต่าง ๆ ได้ เช่น เครื่องโทรศัพท์

7. ทำงานด้วยเทคโนโลยีเซมิคอนดัคเตอร์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

บัตรพลาสติก (Plastic Card)

ขนาดของบัตรพลาสติกโดยมาตรฐานระหว่างประเทศ คือ ISO 7810 ได้กำหนดถึงคุณลักษณะทางกายภาพของพลาสติกที่นำมาใช้ทำบัตรด้วย เช่น ความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิ และความยืดหยุ่นตัวในการใช้งาน ตำแหน่งของหน้าสัมผัสทางไฟฟ้าและการทำงานของมัน



การเข้าถึงข้อมูลที่บรรจุภายในสมาร์ทการ์ด

* ทุก ๆ คน บัตรสมาร์ทการ์ดบางแบบไม่จำเป็นต้องใช้รหัสผ่าน (Password) ใครก็ตามที่ถือบัตรดังกล่าวสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เช่น บัตรคนไข้ (Medi Card) ที่มีชื่อคนไข้และกลุ่มเลือด ซึ่งสามารถอ่านได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

* เฉพาะผู้ถือบัตร รูปแบบของรหัสผ่านส่วนมากที่ผู้ถือบัตรมีไว้ เรียกว่า พิน หรือ PIN (Personal Identification Number) ซึ่งเป็นเลข 4 หรือ 5 หลัก โดยพิมพ์อยู่บนคีย์แพ็ด (key bad) เพราะฉะนั้นหากมีบุคคลใดที่ไม่ได้รับอนุญาตพยายามใช้บัตร มันจะมีการล็อคภายหลังจากที่พยายามกดหรือใส่รหัสพินไม่สำเร็จ 3 ครั้ง ทั้งนี้ปัจจุบันรหัสผ่านมีการพัฒนารูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น

* เฉพาะบุคคลที่สาม สมาร์ทการ์ดบางแบบอนุญาตให้เฉพาะบุคคลที่ระบุไว้เท่านั้นที่ใช้มันได้ เช่น บัตรเบิกเงินสด หรือ Electronic purse ที่ธนาคารเจ้าของบัตรเท่านั้นสามารถทำการโหลดข้อมูลใหม่ได้



แหล่งที่มา : http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/network/smart_c.htm